บทวิพากษ์การทำโพลล์ในประเทศไทย





ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าการทำโพลล์ในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง เกือบจะไม่แตกต่างไปจากประเทศที่
พัฒนาแล้ว อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศสำคัญๆ ในยุโรป
ในประเทศสหรัฐอเมริกา การทำโพลล์เกือบจะถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันในทุกจังหวะของชีวิต เพราะตื่นเช้าขึ้นมาก็จะได้ยินได้ฟังหัว
ข้อข่าวที่ระบุว่าคนส่วนใหญ่ร้อยละเท่านั้นเท่านี้เห็นด้วยกับการตัดสินใจของประธานาธิบดี ในหน้าข่าวกีฬาก็รายงานว่าทีมนั้นทีมนี้ประชาชนโหวตให้ว่าเล่นได้ดีที่
สุดและรองๆ ลงไป ในขณะที่กำลังเดินทางไปทำงานผ่านหน้าร้านหนังสือ ก็เห็นปกนิตยสารบางเล่มระบุดารายอดฮิตของชาวอเมริกัน ในขณะทานข้าวเที่ยงกับเพื่อนร่วมงาน
ก็อาจคุยกันถึงการโหวตให้กับทีมเบสบอลในแต่ละปี หรือว่าในขณะเดินทางกลับจากที่ทำงาน ก็ได้ยินการโหวตเพลงยอดนิยมผ่านทางคลื่นวิทยุ หรือไม่ก็หัวข้อข่าว
ของสถานีวิทยุต่างๆ ระบุถึงอัตราการว่างงานที่ลดลงร้อยละเท่านั้นร้อยละเท่านี้ อันเป็นผลมาจากมาตรการของรัฐบาล
พอกลับมาถึงบ้านเปิดตู้จดหมายก็พบว่ามีแบบสอบถามที่ส่งมาให้ช่วยตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้เวลาจะตัดสิน
ใจไปทานอาหารนอกบ้านก็ไปดูว่าในนิตยสารรายเดือนที่รายงานผลสำรวจร้านอาหารยอดเยี่ยมและร้านอาหารยอดแย่เพื่อเอามาประกอบการตัดสินใจว่าจะไปทานอาหารที่ไหนดี หรือในขณะที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่อาจมีการรายงานผลสำรวจภาพยนต์ยอดเยี่ยม ดาราชายดาราหญิงยอดนิยม หรือแม้กระทั่งขณะกำลังพักผ่อนอย่างสบายอยู่นั้นอาจมเสียง
โทรศัพท์ดังขึ้นที่บ้านแล้วมีคนขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับยี่ห้อรถยนต์ที่ชื่นชอบก็เป็นได้
เหล่านี้เป็นบางตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในการทำโพลล์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบางโครงการก็มี คุณภาพสูง กล่าวคือสามารถให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีความ
เที่ยงตรง เป็นตัวแทนของประชาชนชาวอเมริกันทั้งประเทศได้แม้ว่าประเทศอเมริกาจะมีประชากรสองสามร้อยล้านคน โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์ที่
ถูกต้อง อย่างไรก็ตามผลโพลล์บางสำนักแม้ในสหรัฐอเมริกาเองก็อาจทำโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ผลที่ตามมาก็คือข้อมูลที่ได้จากผลสำรวจจะมีคุณภาพต่ำมาก

บทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลสามกลุ่มในประเทศไทยของเราคือ กลุ่มคนที่วางแผนจะออกแบบและดำเนินการสำรวจโพลล์ กลุ่มคนที่ต้องการวิเคราะห์
ข้อมูลที่ได้จากผลสำรวจที่สำนักโพลล์ต่างๆ นำเสนอ และกลุ่มคนทั่วๆ ไปที่มักจะได้อ่านหรือได้ยินได้ฟังผลสำรวจโพลล์แล้วต้องการไตร่ตรองอย่างเอาจริงเอาจัง
ขณะที่ผมกำลังได้รับการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทำโพลล์ อยู่ที่ University of Michigan เมือง Ann Arbor ประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น ผมได้รับ email จากผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งระบุว่าเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีบทความวิจารณ์การทำโพลล์ของศูนย์วิจัยฯ แห่งหนึ่งที่ออกมาบอกว่าประชาชนคนไทยประมาณร้อยละ 80 ไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัว โดยผู้วิจารณ์ได้วิจารณ์ถึงการออกแบบสอบถามและจรรยาบรรณในการเขียนผลสรุปรายงานข้อมูลต่อสาธารณชนซึ่งถือว่าวิจารณ์ได้อย่างมีหลักมีเกณฑ์น่าพิจารณาอย่างยิ่ง
กล่าวคือ คณะผู้วิจัยของศูนย์วิจัยฯ ดังกล่าว ได้สร้างแบบสอบถามที่ก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนสูงมาก เนื่องจากตัวเลือกเอนเอียงไปในทิศทางลบ โดยระบุตัวเลือกเป็น “มั่นใจ” “ไม่ค่อยมั่นใจ” และ “ไม่มั่นใจ” ยิ่งไปกว่านั้นตอนสรุปผลกลับไปเอาค่าความถี่ของ “ไม่ค่อยมั่นใจ” ไปรวมกับ “ไม่มั่นใจ” แล้วนำเสนอออกมาว่า “คนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะฟื้นตัว”

ต่อมาเมื่อวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับและสื่อมวลชนหลายแขนงได้ออกข่าวถึงผลสำรวจโพลล์ของกองทัพบกในส่วนที่เกี่ยวกับความ
ไม่มั่นใจของนายทหารต่อผู้บัญชาการทหารบก โดยเก็บข้อมูลจากนายทหารกลุ่มดังกล่าวจำนวน 400 นาย ด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งการสุ่มตัวอย่างแบบ
นี้ถือว่าเป็นการสุ่มที่ไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติ หรือที่เรียกว่า non-probability sampling หมายความว่าม่สามารถบอกได้ว่าผลสำรวจที่ค้นพบเป็นตัวแทนของ
นายทหารทั้งกองทัพได้ ตัวอย่างของการทำโพลล์ที่กล่าวข้างต้นเป็นปรากฏการณ์ที่กระทบต่อแวดวงวิชาการระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างมาก รวมทั้งต่อสำนักโพลล์
ต่างๆ ในประเทศไทยของเราด้วย ซึ่งนักวิจัยเและนักทำโพลล์ทั้งหลายควรได้นำมาพิจารณาเป็นกรณีตัวอย่างเพื่อไตร่ตรองแล้วพัฒนาให้การทำโพลล์ในประเทศของเรา
มีความถูกต้องตามหลักวิชา (sound methodology) และยึดหลักจริยธรรมของนักวิจัยอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

การทำโพลล์ให้ถูกต้องตามหลักวิชา คณะผู้วิจัยจำเป็นต้องสามารถกำหนดค่าความคลาดเคลื่อน (margin of errors) ได้เพื่อให้ผู้ที่อ่านผลโพลล์สามารถทราบได้ว่าผล
สำรวจที่ได้นั้นจะต้องบวกลบไปอีก ร้อยละเท่าไหร่ นั่นหมายความว่าต้องมีองค์ประกอบอยู่ 2 ประการที่ต้องมีการประยุกต์ใช้ ได้แก่ กระบวนการสุ่ม (sampling procedure) และการกำหนดขนาดตัวอย่าง (determination of sample size) ซึ่งในกระบวนการสุ่มตัวอย่างต้องเป็นการสุ่มแบบคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติที่สามารถเป็นตัวแทนของ
ประชากรได้ (probability sampling) ซึ่งจำเป็นต้องมีกรอบของประชากรหรือบัญชีรายชื่อของประชากร (list of population) ถ้าไม่มีก็ต้องสร้างขึ้นมาก่อนที่จะทำการสุ่มและทำ
การเก็บข้อมูล ไม่ใช่ว่าส่งเจ้าหน้าที่หรือนักศึกษาลงไปเก็บข้อมูลตามทางเดิน หน้าห้างสรรพสินค้า หรือร้านชากาแฟ แบบเจอใครถ้าเข้าเงื่อนไขก็ถามได้เลย

ดังนั้นถ้าหากใช้วิธีที่ไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติที่จะเป็นตัวแทนประชากรแล้ว ผลสำรวจที่ได้จึงเป็นเพียงแค่ข้อมูลของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่านัก
วิจัยหรือนักทำโพลล์จะเก็บข้อมูลเป็นหมื่นหรือเป็นแสนคน ถ้าหากไม่ใช้วิธีการสุ่มแบบคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติแล้ว ผลสำรวจก็เป็นเพียงข้อมูลของคนหมื่นคน
กลุ่มนั้น หรือคนแสนคนกลุ่มนั้นเท่านั้น ถ้าหากบอกว่าเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศแล้วก็เป็นเพียงแค่ “การเดา” (guesstimate) ไม่ใช่การประมาณค่า (estimate) แต่
อย่างใด และถ้าเก็บข้อมูลจากคนจำนวนมากขนาดนั้นจริงก็น่าเป็นห่วง เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพยากรแล้ว ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความคลาดเคลื่อนที่ไม่ได้
เกิดจากการสุ่ม (non-sampling errors) อันอาจทำให้ผลสำรวจโครงการนั้นๆ ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างมากมาย
เมื่อเป็นเช่นนี้ การทำโพลล์ที่ต้องการให้ข้อมูลเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยหลักทฤษฎีความน่าจะเป็น Theory of Probabilityเข้ามาประยุกต์
ใช้ในการสุ่มตัวอย่าง และใช้ค่าสัดส่วน ค่าความแปรปรวน ค่าความเหมือนและความแตกต่างในกลุ่มประชากรเข้ามาพิจารณากำหนดขนาดตัวอย่างว่าในโครงการนั้นๆ จะเก็บข้อมูล
จากประชาชนจำนวนเท่าใดที่จะสามารถเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศได้ และความคลาดเคลื่อนจะเกิดขึ้นบวกลบร้อยละเท่าใด ระดับความเชื่อมั่นที่เท่าไหร่ ซึ่งประเด็นนี้
ต้องอาศัยเวลาในการอธิบายและจำเป็นที่ต้องมีพื้นความรู้ทางด้านสถิติในการทำความเข้าใจพอสมควร
นอกจากนี้ หัวใจสำคัญในการทำโพลล์อีกประการหนึ่งคือ การออกแบบสอบถาม ซึ่งการออกแบบสอบถามที่ดีจะต้องไม่เป็นคำถามชี้นำ ไม่ถามหลายๆ ประเด็น
ในข้อคำถามเดียวกัน และควรใช้ประโยคที่เรียบง่าย สั้นกระทัดรัด เข้าใจได้ชัดเจน รวมทั้งไม่มีการเกริ่นนำเพื่อโน้มน้าวให้ผู้ตอบตอบไปในทิศทางที่ผู้ตั้งคำถามต้องการ
มีตัวอย่างที่เคยพบในบางโครงการที่ถามประชาชนว่า “การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ในขณะนี้ถูกมองว่าทำให้การเมืองไม่นิ่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการ
ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ คุณเห็นด้วยหรือไม่กับกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่กำลังเคลื่อนไหวล้มรัฐบาลอยู่ในขณะนี้” การสร้างคำถามในลักษณะนี้ถือว่าได้ชี้นำผู้ตอบ
ในขณะที่แบบสอบถามบางชุดอาจถูกสร้างขึ้นโดยมีการกำหนดตัวเลือกที่เอนเอียง แม้ว่าตัวคำถามจะเป็นที่ยอมรับ เช่น “คุณมั่นใจหรือไม่ว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหา
วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศได้” แล้วมีตัวเลือกให้ผู้ตอบเป็น [ ] มั่นใจ [ ] ไม่ค่อยมั่นใจ [ ] ไม่มั่นใจเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการกำหนดตัวเลือกที่มีจำนวนตัวเลือกเอนเอียง
ไปในทิศทางที่ไม่มั่นใจมากกว่าตัวเลือกที่ระบุว่ามั่นใจ ซึ่งทำให้การกำหนดตัวเลือกนั้นขาดความสมดุล
กล่าวโดยสรุป ในการทำโพลล์หรือการอ่านผลโพลล์ หรือแม้กระทั่งการจะนำเอาผลโพลล์ไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจใดๆ จำเป็นต้อง พิจารณาหลักการสำคัญๆ
ในโครงการนั้นๆ ดังนี้ 1) การสุ่มตัวอย่างโดยต้องดูว่า เป็นการสุ่มโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติว่าเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดหรือไม่ ถ้าหากว่าเป็นการส่งเจ้าหน้าที่
หรือนักศึกษาออกเก็บข้อมูลตามทางเดิน ตามร้านอาหาร หรือห้างสรรพสินค้า โดยไม่มีกรอบหรือบัญชีรายชื่อประชากร ซึ่งเจอใครก็ให้ถามได้ตามที่กำหนดลักษณะผู้ตอบเพียง
เท่านั้นแล้ว ผลสำรวจที่ได้จึงเป็นเพียงแค่ข้อมูลของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเก็บเป็นหมื่นเป็นแสนคนก็ตามจะไม่สามารถเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศได้ 2) การกำหนดขนาด
ของตัวอย่างจะต้องมากพอ ซึ่งคำว่ามากพอจะขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรทั้งหมดว่ามีอยู่เท่าไหร่ แล้วกำหนดค่าความน่าเชื่อถืออยู่ที่ระดับร้อยละเท่าไหร่ โดยให้มีสัดส่วน
และค่าความคล้ายคลึงหรือแตกต่างไปจากประชากรทั้งหมดที่ระดับเท่าไหร่ ทั้งนี้จะมีการพิจารณาสูตรที่เหมาะสมในแต่ละโครงการ
ต้องไม่ลืมว่าปัจจัยทั้งสองนี้จะต้องอยู่คู่กันหมายความว่า เมื่อมีขนาดตัวอย่างที่พอเหมาะแล้ว เทคนิคการสุ่มตัวอย่างต้องเป็นการสุ่มที่คำนึงถึงความเป็นไปได้
ทางสถิติ (probability sampling) ที่จะเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดได้ หากขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะบอกว่าผลสำรวจนั้นๆ เป็นเสียงของประชาชน
ทั้งหมดไม่ได้

ตามจริงแล้ว การทำโพลล์ยังต้องระมัดระวังและพิจารณาป้องกันความคลาดเคลื่อนอื่นๆ อีกจำนวนมาก กล่าวคือ ความคลาดเคลื่อนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสุ่มตัวอย่าง (non-sampling errors) เช่น ความคลาดเคลื่อนจากการเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล อาทิ ความคลาดเคลื่อที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานสัมภาษณ์กับผู้ตอบแบบสอบถาม ความคลาดเคลื่อนจากการไม่ตอบ หรือตอบไม่ครบ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการติดต่อกับผู้ที่ตกเป็นกลุ่มตัวอย่างไม่ได้ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจาการลงหรัสตัวเลขเวลาเตรียมข้อมูลในการประมวลผล และ ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการป้อนข้อมูลผิด เป็นต้น


เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้อ่านผลโพลล์หรือผู้ที่จะนำผลโพลล์ไปใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจึงควรให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษโดยต้องค้นหาให้ทราบได้ว่าผลโพลล์นั้นๆ ใช้การสุ่มแบบใด ขนาดของตัวอย่างมีจำนวนมากพอหรือไม่ และตัวแบบสอบถามเป็นอย่างไร


เพราะแม้ว่ากลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศให้ความสำคัญอย่างมากกับผลโพลล์ โดยถือว่าเป็นเสียงของประชาชนที่สามารถรับทราบได้โดยเร็วทันต่อเหตุการณ์ นำไปแก้ปัญหาได้ทันท่วงที หรือเอาไปวางแผนกำหนดนโยบายเชิงสาธารณะได้ แต่ถ้าการทำโพลล์ในประเทศไทยยังคงใช้วิธีการสุ่มโดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ทางสถิติที่จะเป็นตัวแทน (non-probability sampling) ยิ่งไปกว่านั้นการเพิ่มจำนวนตัวอย่างให้มากๆ เข้าไว้ “ไม่ได้” ทำให้เกิดความเป็นตัวแทนประชากรทั้งหมดได้ การนำผลโพลล์ไปใช้จึงอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยรวมได้


ดังนั้น สำนักโพลล์ต่างๆ จึงจำเป็นต้องตระหนักถึงผลกระทบในทางลบต่อสังคมที่ได้รับรู้รับทราบถึงผลโพลล์เหล่านั้นทั้งๆ ที่มีความคลาดเคลื่อนสูงมากและไม่สามารถเป็นตัวแทนประชากรทั้งประเทศได้ ซึ่งนักวิจัยและนักทำโพลล์ทุกสำนักควรจะหันมาประยุกต์ใช้หลักการที่ถูกต้องตามหลักวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างแท้จริง ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างและรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานสากลในการทำโพลล์ภายในประเทศไทยต่อไป